ท่านอิมามมะฮฺดี (อ.)

ท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) ประสูติเมื่อวันที่ 15 ชะอฺบาน ปี ฮ.ศ.ที่ 255 ณ เมืองสะมะรอ ประเทศอิรัก เมื่อพระชนมายุได้ 5 ปีบริบูรณ์ บิดาของท่านได้สิ้นพระชนม์ลง (ฮ.ศ. 260) ทำให้ท่านอิมามมะฮฺดีได้ขึ้นสู่ตำแหน่งอิมามะฮฺตั้งแต่อายุยังเยาว์วัย

ฉายานามของท่านอิมามเหมือนกับฉายานามของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) บิดาของท่านนามว่า อิมามฮะซันอัสการีย์ เป็นอิมามท่านที่ 11 ของชีอะฮฺ  มารดาของท่านมีนามว่า ท่านหญิงนัรฺญิส

การประสูติของท่านอิมาม (อ.) ไม่เป็นที่เปิดเผยสำหรับคนทั่วไปตั้งแต่วันแรกเนื่องจากความไม่ปลอดภัย และการกดขี่ของผู้ปกครองที่ไล่เข่นฆ่าบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺชนิดขุดรากถอนโคน หลังจากอิมามได้ขึ้นสู่ตำแหน่งการเป็นอิมามประชาชนได้ติดต่อกับอิมามโดยผ่านตัวแทนที่เฉพาะของท่านอยู่ประมาณ 70 ปี ซึ่งมีอยู่สี่ท่านได้แก่ อุสมานบินสะอีด มุฮัมมัดบินอุสมาน ฮุซัยนฺบินรูห์ และอะลีบินมุฮัมมัดสะมะรีย์  ในช่วงนี้เรียกว่าเป็นการ เร้นกายระยะสั้น (ฆัยบัตซุครอ) และหลังจากนั้น การเร้นกายแบบยาวนานก็ได้เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นการ (ฆัยบัตกุบรอ)

ในช่วงการเร้นกายแบบยาวนานจนถึงการปรากฏกาย จะไม่มีการกำหนดผู้ใดเป็นตัวแทนที่เฉพาะของท่านอิมาม (อ.) จะมีแต่ตัวแทนทั่วไปซึ่งได้แก่บรรดาผู้รู้และนักปราชญ์ของอิสลาม ดังนั้นเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องเข้าหาบรรดาผู้รู้กรณีที่เขาติดขัดเรื่องปัญหาศาสนา

ความเชื่อเรื่องมะฮฺดี และการปรับปรุงโลก

ความเชื่อเรื่องการมาของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) และผู้ปรับปรุงโลกไม่ใช่ความเชื่อของชีอะฮฺอย่างเดียว มุสลิมนิกายอื่นๆ ตลอดจนผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างเช่น ยะฮูดี นัศรอนีตลอดจนนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงของโลก ต่างก็มีความเชื่อเรื่องผู้ที่จะมาปรับปรุงโลกเหมือนกัน

ในคัมภีร์ซะบูรฺ ดาวูด ได้บันทึกว่า ทว่าจงรอคอยพระผู้เป็นเจ้า และผู้สืบทอดบนหน้าแผ่นดินเถิด..ฮะลีมานคือผู้สืบทอดบนหน้าแผ่นดิน ผู้ทำให้พื้นปฐพี เต็มไปด้วยความสุข..ซอลิฮานเป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสนับสนุน...พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้วันที่สมบูรณ์ของพระองค์และผู้สืบทอดของพระองค์นั้นเป็นอมตะ..เขาเป็นผู้ให้ความจำเริญแก่พื้นดิน และเป็นผู้สืบทอดบนหน้าแผ่นดิน ส่วนผู้ที่ถูกสาปแช่ง เขาจะถูกขจัดให้พ้นไปจากแผ่นดิน...ซอลิฮานคือผู้สืบทอดบนหน้าแผ่นดินและจะเป็นผู้พำนักอยู่ตลอดไป.( มัซมูรฺ 37 บันที่ 10-30)

อัล-กุรอานกับความเชื่อเรื่องมะฮฺดี (อ.)

อัล-กุรอานได้สัญญาเกี่ยวกับสิทธิ และอำนาจการปกครองโลก จะเป็นของบ่าวผู้เป็นกัลยาณชน ศาสนาอิสลามจะครอบคลุมคำสอนของศาสนาทั้งหลาย และโองการอัล-กุรอานบางโองการได้อธิบายถึงอิมามมะฮฺดี (อ.) อาทิเช่น แน่นอนเราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัซซะบูรฺ หลังจากที่เราได้บันทึกไว้ในซิกรฺ (เตารอต) ว่า แท้จริงปวงบ่าวที่มีคุณธรรมของเราจะเป็นผู้สืบมรดก (ปกครอง) บนหน้าแผ่นดิน ( อันบิยาอฺ / 105)

อัลลอฮฺทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบทอดในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขา เป็นตัวแทนสืบทอดมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขา ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราน มีความมั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงความปลอดภัยให้พวกเขา หลังจากที่พวกเขาหวาดกลัว พวกเขาต้องเคารพภักดีต่อฉันไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อฉัน ( นูรฺ / 55)

พระองค์คือผู้ทรงส่งร่อซูลของพระองค์พร้อมกับการชี้นำทางและศาสนาแห่งสัจธรรม เพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาอิสลามอยู่เหนือศาสนาทั้งหลาย ถึงแม้ว่าพวกตั้งภาคีจะเกลียดชังก็ตาม ( ศอฟ / 9)

และเราปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอในแผ่นดิน และเราจะทำให้พวกเขาเป็นผู้นำ และทำให้พวกเขาเป็นผู้สืบทอด (เกาะศ็อด / 5)

โองการต่างๆ ที่ได้กล่าวมานั้นสรุปได้ว่า ในสุดท้ายโลกของพระองค์จะตกอยู่ในมือของบ่าวผู้บริสุทธิ์ พวกเขาจะเป็นผู้ปกครองโลก และศาสนาอิสลามจะยิ่งใหญ่เหนือศาสนาทั้งหลาย ยังมีโองการอื่นๆ อีกที่ฮะดีซได้อธิบายว่าหมายถึงอิมามมะฮฺดี (อ.) อาทิเช่นโองการที่กล่าวว่า

แลบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อความเร้นลับ /หรือผู้ใดเล่าจะตอบรับผู้ร้องทุกข์ เมื่อเขาวิงวอนขอต่อพระองค์

อิมามมะฮฺดีในตำราของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ

เกี่ยวกับเรื่องนี้อุละมาอ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺได้กล่าวริวายะฮฺไว้มากมายจากนักฮะดีซที่เป็นที่เชื่อถือของพวกเขา โดยรายงานมาจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ความหมายโดยรวมของริวายะฮฺกล่าวว่า อิมาม หรือเคาะลิฟะฮฺภายหลังจากศาสดานั้นมี 12 ท่านซึ่งทั้งหมดเป็นชาวกุเรช

ท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) เป็นทายาทที่มาจากท่านอิมามอะลีกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) และริวายะฮฺส่วนใหญ่ของพวกเขากล่าวว่า อิมามมะฮฺดี มาจากสายตระกูลของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) อุละมาอ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺได้รายงานฮะดีซเกี่ยวกับอิมามมะฮฺดี (อ.) ไว้เป็นจำนวนร้อยกว่าฮะดีซไว้ในหนังสือที่เชื่อถือได้ของพวกเขามากเกินกว่า 70 เล่ม อาทิเช่น

มุสนัดดหฺมัด หันบัล เขียนโดย อะฮฺมัดหันบัล เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 241

ศ่อฮีบุคคอรีย์ เขียนโดย อิมามบุคคอรีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 256

ศ่อฮีมุสลิม เขียนโดย อิมามมุสลิม บิน ฮะญาจ นิชาบูรี เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 261

สุนันอบีดาวูด เขียนโดย สุไลมาน บิน อัชอัษ สะญิซรตานีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 275

ศ่อฮีติรฺมิซีย์ เขียนโดย มุฮัมมัด บิน อีซา ติรฺมิซีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 279

หนังสือที่กล่าวนามมาล้วนแต่เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เชื่อถือของอะฮฺลิซซุนะฮฺ ซึ่งมีบางท่านได้เสียชีวิตก่อนที่อิมามมะฮฺดี (อ.) จะประสูติ และบางท่านได้เสียชีวิตช่วงที่อิมามได้ประสูติ หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย (อิมามประสูติเมื่อ ฮ.ศ. 255)

มะซอบีหุลสุนัน เขียนโดย บัฆวา เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 516

ญามิอุลอุศูล เขียนโดย อิบนิอะษีรฺ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 606

อัล-ฟุตูหาตุลมักกียะฮฺ เขียนโดย มุหฺยุดดีน อะร่อบี เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.ที่ 638

ตัสกิร่อตุลคอศ เขียนโดย ซิบตุ อิบนิเญาซีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 654

ฟะวาอิดุซซุมฏัยน์ เขียนโดย หัมวีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 716

ซ่อวาอิก เขียนโดย อิบนิ ฮะญัรฺ ฮัยษัมมี เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. 973

ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ เขียโดยเชคสุไสมาน กันดูซีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่1293

นอกจากนี้ยังมีอุละมาอ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺบางท่านได้เขียนหนังสือฉบับพิเศษ เกี่ยวกับอิมามมะฮฺดี (อ.) อาทิเช่น

1. อัล-บัยยาน ฟีอัคบารฺ ซอฮิบุลซะมาน เขียนโดย อัลลามะฮฺ์ กันญี

2. อักดุล ดุรุรฺ ฟีอัคบาริล อิมามมุนตะซัรฺ เขียนโดย เชคญะมาลุดดีน ยูซุฟ อัดดิมิชกีย์

3. มะฮฺดีอาลิร่อซูล เขียนโดย อะลี บิน ซุลฏอล มุฮัมมัด อัล-ฮะระวีย์ อัล-ฮะนะฟีย์

4. กิตาบุลมะฮฺดี เขียนโดย อบีดาวูด

5. อะลามาตุลมะฮฺดี เขียนโดย ญะลาลุดดีน สุยุฎีย์

6. มะนากิบุลมะฮฺดี เขียนโดย ฮาฟิซ อบีนะอีม อิศฟะฮานี

7. อัล-เกาลุมุคตะศัรฺ ฟี อะลามาติลมะฮฺดี อันมุนตะซัรฺ เขียนโดย อิบนิฮะญัรฺ

8. อัล-บุรฮาน ฟี อะลามาติน มะฮฺดี อาคิรุซซะมาน เขียนโดย มุลลามุตตะกีย์

9. อัรฺบะอีน ฮะดีซ ฟิลมะฮฺดี เขียนโดย อบิลอุลลาอฺ ฮัมดานีย์ และคนอื่นๆ อีกมาก1(1.) กัชฟุด ซุนูน เล่มที่ 1-2, ฮะดียะตุลอาริฟีน เล่มที่ 1-2,อีฎอหุล มักนูน)

ปัญหาเรื่องฆัยบัตในทัศนะของชีอะฮฺ

ฮะดีซเกินกว่า 3,000 ฮะดีซที่รายงานโดยท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) เกี่ยวกับอิมามมะฮฺดี (อ.) ความหมายโดยสรุปของฮะดีซกล่าวว่า อิมามมะฮฺดี (อ.) เป็นทายาทคนที่เก้าของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) บิดาของท่านคือท่านอิมามฮะซันอัสการีย์ (อ.) มารดาของท่านคือ ท่านหญิงนัรฺญิส ท่านมีชื่อเดียวกันกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ฉายานามของท่านคือ มะฮฺดี ท่านได้ประสูติที่เมืองสะมะรอ บิดาได้จากไปเมื่อท่านยังเยาว์วัยอยู่ ท่านมีชีวิตจวบจนถึงปัจจุบันและจะดำรงชีวิตต่อไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) ท่านจะปรากฏกายออกมาตามพระประสงค์ของพระองค์และจะทำให้โลกนี้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและความยุติธรรม หลังจากที่โลกเคยเปี่ยมล้นไปด้วยความอธรรม ก่อนการปรากฏกาย ท่านศาสดาอีซา (อ.) จะถูกส่งตัวมาก่อนและท่านจะทำนมาซตามหลังท่านอิมามมะฮฺดี (อ.)

ฮะดีซที่อุละมาอ์ฝ่ายชีอะฮฺ และซุนนะฮฺได้รายงานเกี่ยวกับอิมามมะฮฺดี (อ.) ในแง่มุมต่างๆ มีจำนวนมากมาย ศึกษาได้จากหนังบิฮารุลอันวารฺ มุนตะเคาะบุลอะษัรฺและเล่มอื่นๆ ในที่นี้จะนำเฉพาะสารบัญที่มีอยู่ในหนังสือ มุนตะเคาะบุลอะษัรฺมาเสนอ

-ริวายะฮฺที่กล่าวว่าภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะมีอิมามอีก 12 ท่าน คนแรกคือท่านอิมามอะลี (อ.) คนสุดท้ายคือ อิมามมะฮฺดี (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 58

- ฮะดีซที่กล่าวถึงการปรากฏกายของท่านอิมาม ฮะดีซลำดับที่ 657

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่า อิมาม (อ.) มาจากครอบครัวของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ฮะดีซลำดับที่ 389

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่า ชื่อ และฉายานามของเขาตรงกับท่านศาสดา (ศ็ลลฯ) ฮะดีซลำดับที่ 48

-ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดี เป็นทายาทชั้นใกล้ชิดของท่านอิมามอะลี (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 214

-ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นทายาทชั้นใกล้ชิดของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 192

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 185

- ริวายะฮฺที่กล่วว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานคนที่เก้าของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 148

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานของท่านอิมามสัจญาด (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 185

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานของท่านอิมามบากิรฺ (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 103

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานของท่านอิมามซอดิก (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 103

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานของท่านอิมามมูซากาซิม (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 101

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานคนที่สี่ของท่านอิมามริฎอ (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 95

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรคนที่สามของท่านอิมามญะวาด (อ.) ฮะดีซลำดับที่  90

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรหลานของท่านอิมามฮาดี (อ.)  ฮะดีซลำดับที่ 90

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นบุตรของท่านอิมามฮะซันอัสการีย์ (อ.) ฮะดีซลำดับที่ 146

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าชื่อของบิดาของท่านคือ ฮะซัน ฮะดีซลำดับที่ 147

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าโลกจะเปี่ยมล้นไปด้วยความยุติธรรม ฮะดีซลำดับที่ 123

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าการฆัยบัรฺของอิมามจะยาวนาน ฮะดีซลำดับที่ 91

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าชีวิตของอิมามมะฮฺดีจะยาวนาน ฮะดีซลำดับที่ 318

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าศาสนาอิสลามจะกลายเป็นศาสนาสากลแห่งโลกโดยอิมามมะฮฺดี ฮะดีซลำดับที่ 47

- ริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเป็นอิมามท่านที่ 12 และเป็นอิมามท่านสุดท้าย ฮะดีซลำดับที่ 136

จะสังเกตเห็นว่าริวายะฮฺที่ได้กล่าวเกี่ยวกับอิมามมะฮฺดี (อ.) มีมากมายเกินขั้นของตะวาติรฺ และเป็นเรื่องที่มีริวายะฮฺกล่าวไว้มากที่สุด ซึ่งเรื่องราวของศาสนาในเรื่องอื่นๆ มีริวายะฮฺกล่าวไว้เช่นกันแต่น้อยกว่าเรื่องอิมามมะฮฺดีมากนัก ดังนั้นใครก็ตามที่ได้มีอีมานต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เขาต้องมีอีมานกับท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) ไปโดยปริยาย เนื่องจากความมากมายของริวายะฮฺที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้ว่า

ตัวบทของริวายะฮฺบางบท

1. เจ้าของหนังสือยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ ได้กล่าวว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า มะฮฺดีเป็นหนึ่งจากบุตรหลานของฉัน เขาจะถูกทำให้เร้นกายและเวลาที่เขาปรากฏกาย เขาจะทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความยุติธรรม ดังที่แผ่นดินเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม( มุนตะเคาะบุลอะษัรฺ หน้าที่ 249)

2. หนังสือเล่มเดียวกัน กล่าวว่า ท่านซัลมานฟารซีย์พูดว่า ฉันได้ไปหาท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ขณะที่ท่านฮุซัยนฺ บุตร ของท่านอะลีนั่งอยู่บนตักของท่านศาสดา ท่านได้จูบลงบนดวงตาและริมฝีปากของฮุซัยนฺ และกล่าวว่า เจ้าคืออิมาม ลูกของอิมาม น้องชายของอิมาม บิดาของอิมาม เจ้าคือเหตุผล (ข้อพิสูจน์) ลูกของข้อพิสูจน์ น้องชายของข้อพิสูจน์ และเป็นบิดาของบรรดาข้อพิสูจน์ทั้งหลาย ซึ่งคนที่เก้าเขามีนามว่ากออิม 1(1.) อัลมะฮฺดี หน้าที่ 60

3. อิบนุอบี ดุลุฟ พูดว่า ฉันได้ยินจากท่านอิมามอะลีบินมุฮัมมัด (อิมามที่ 10) ว่า อิมามหลังจากฉันเป็นบุตรของฉัน ฮะซัน และหลังจากเขาคือบุตรของเขา นามว่ากออิม เขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม เหมือนกับที่เคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่มาแล้ว ( มุนตะเคาะบุลอะษัรฺ หน้าที่ 225)

4. หุซัยฟะฮฺพูดว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ถ้าโลกนี้จะมีเวลาไม่ถึงวัน พระองค์อัลลอฮฺจะทรงทำให้วันนั้นมียาวนานออกไป เพื่อให้บุตรของฉันคนหนึ่งที่มีชื่อเดียวกันกับฉันได้ปรากฏกายออกมา ท่านซัลมานพูดว่า ยารอซุลบุตรคนไหนของท่านหรือ ? ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เอามือวางลงบนท่านฮุซัยนฺพร้อมกับพูดว่า บุตรของเขาคนนี้ ( ซะคออิรุล อุกบาอ์ หน้าที่ 136)

5. มุสอิดะฮฺ ได้เล่าจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า กออิมเป็นบุตรของฮะซัน (อิมามที 11) ส่วนฮะซันเป็นบุตรของอะลี (อิมามที่ 10) อะลีเป็นบุตรของมุฮัมมัด (อิมามที่ 9) มุฮัมมัดเป็นบุตรของริฎอ (อิมามที่ 8) ริฎอเป็นบุตรของบุตรชายของฉันคนนี้ ท่านได้ชี้ไปที่ อิมามมูซาขณะนั้นยังเป็นเด็กอยู่ พวกเราคืออิมามสิบสองท่าน เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากบาป และมลทินทั้งปวง ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ถ้าหากโลกนี้มีเวลาไม่เกินหนึ่งวัน พระองค์จะยืดเวลาของมันให้ยาวนานออกไปเพื่อให้กออิม ของเราแห่งอะฮฺลุลบัยตฺได้ปรากฏกายออกมา

( อิษบาตุลฮุดา เล่มที่ 2 หน้าที่ 562)

ทรรศนะของนักสังคมวิทยา

นักวิชาการที่มีชื่อเสียงของโลกได้พูดว่า โลกมนุษย์ทุกวันนี้ มีการเข่นฆ่าแย่งชิง มีการนองเลือด มีการทำสงครามทั้งสงครามอาวุธ และสงครามเย็น และความชั่วร้ายของมนุษย์นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเพราะว่าไม่เกิดความสมดุลกันระหว่างความต้องการของร่างกาย และจิตวิญญาณ

ทุกวันนี้มนุษย์ได้นำเอาคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงามของมนุษย์ไว้ใต้ฝ่าเท้าของตน ขณะที่พวกเขาได้ชื่นชมในความสามารถของตนในการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และความรู้ พวกเขาสามารถนำเอาเรือนร่างไปสู่ดวงดาวต่างๆ ได้สำเร็จ แต่พวกเขาไม่สามารถนำจิตใจให้หลุดพ้นจากโคนตรมและความเป็นเดรัจฉาน

ไม่ต้องสงสัยว่าการที่มนุษย์อิงอาศัยโลก และความสามารถของตนเพียงอย่างเดียวจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้แก่โลกได้ และการพึ่งความรู้กับเทคโนโลยีทางโลกก็ไม่อาจรับรองความผาสุกที่แท้จริงให้กับมนุษย์ได้เช่นกัน

ฉะนั้นมนุษย์ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากการสร้างความสมดุลบนพื้นฐานของความศรัทธา และจริยธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ด้วยกับการชี้นำของผู้ปรับปรุงแก้ไขโลก เพื่อให้มนุษย์รอดพ้นจากภัยวิบัติทางความคิดและการกระทำและการจัดตั้งรัฐบาลที่อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ความปลอดภัย ความสงบและความรักใคร่กลมเกลียวขึ้นปกครอง ด้วยสาเหตุนี้เองโลกมนุษย์จึ่งต้องรอคอยท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) เพื่อจัดการสิ่งดังกล่าว

อายุที่ยืนยาวของอิมามมะอฺดี

การมีอายุยืนของมนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อัล-กุรอานได้กล่าวถึงอายุของท่านศาสดา นูห์ (อ.) ว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ ท่านศาสดาใช้เวลาในการเผยแพร่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ประมาณ 950 ปีอัล-กุรอานกล่าวว่า

และแน่นอนเราได้ส่งนูห์ไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขานานถึงเก้าร้อยห้าสิบปี (อังกะบูต / 14)

ประกอบการค้นคว้าของนักวิชาการปัจจุบันเกี่ยวกับชีวะวิทยา ได้พบว่าการมีอายุยืนของมนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ พวกเขายังได้คิดค้นอาหารและตัวยาบางประเภท ถ้ามนุษย์ได้รับประทานแล้วจะทำให้มีอายุยืนยาวนานขึ้น

ท่านมัรฺฮูม อายะตุลลอฮฺ ศ็อดฺร์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัล-มะฮฺดีว่า นักวิชาการที่เชื่อถือได้ค้นพบว่า ร่างกายของสัตว์นั้นสามารถอยู่ได้ตลอด และสำหรับมนุษย์นั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นพันปีแต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้อายุของเขาสั้นลง นักวิชาการเหล่านี้ไม่ได้พูดออกมาจากความเหลวไหล แต่พวกเขาได้ทำการทดลองทางวิชาการครั้งแล้วครั้งเล่าจนได้บทสรุปดังกล่าว

*อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพูดว่า อวัยวะวะต่างบนร่างกายมนุษย์สามารถอยู่อย่างเป็นอมตะได้

ดร. เป็นคนแรกที่ทำการทดลองดังกล่าวกับชิ้นส่วนของสัตว์ หลังจากนั้น ดร. ซึ่งมีภรรยาเป็นผู้ช่วยได้พิสูจน์ว่า ชิ้นของลูกนกสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำเกลือได้ การทดลองเหล่านี้ได้ทำกันอย่างต่อเนื่องต่อมา ดร ได้ทำการทดลองโดยใช้ประสบการณ์ของคนอื่น เขาได้เริ่มงานทดลองเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1912 ด้วยกับความมุมานะและการเสียสละอย่างสูง เขาต้องประสบกับอุปสรรคปัญหามากมายในงานทดลองของเขาจนในที่สุด                                                                                                                                             

เขาได้ประสบความสำเร็จในทดลองของเขาคือ

1. ถ้าหากไม่มีปัญหาบางอย่าง เช่น เรื่องอาหาร หรือการที่เชื้อโรคได้แทรกซึมเข้าตามเซลล์ต่างๆ จะทำให้สิ่งนั้นมีชีวิตตลอดไป

2. อวัยวะส่วนนั้นนอกจากจะมีชีวิตตลอดไปแล้ว ยังสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อีกต่างหาก

3. การเติบโตและการขยายพันธุ์ของสิ่งเหล่านั้นขึ้นอยู่กับอาหารที่ไปถึงมัน ซึ่งสามารถกำหนดขนาดและจำนวนได้

4. กาลเวลาจะไม่มีผลกระทบใดต่อสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าเวลาได้ผ่านไปก็ตามจะไม่ทำให้มันแก่เฒ่าหรืออ่อนแอลงได้ แม้กระทั่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยก็ตาม และในทุกๆปีมันจะเติบโตเหมือนกับปีก่อนการขยายพันธุ์

ทำไมมนุษย์จึงต้องเสียชีวิต และทำไมมนุษย์ถึงมีชีวิตอยู่ไม่ถึง 100 ปี

เป็นเพราะว่าอวัยวะบนตัวสัตว์และมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกันมาก ประกอบกับในหมู่ของสัตว์นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น หมายถึงการมีชีวิตของสัตว์บางตัวหรือบางประเภทขึ้นอยู่กับสัตว์อีกบางประเภท และในบางครั้งการไร้ความสามารถ และความเสียชีวิตของอวัยวะบางส่วนของคนและสัตว์เป็นสาเหตุทำให้อวัยวะส่วนอื่นๆ เสียชีวิตไปด้วย หรือความเสียชีวิตอย่างฉับพลันเนื่องจากการติดเชื้อกะทันหัน ด้วยสาเหตุนี้จะเห็นว่าอายุโดยเฉลี่ยของคนเราจะไม่เกิน 70 หรือ 80 ปี แต่ประสบการณ์ก็บอกให้รู้ว่าการมีอายุถึง 70-80 ปีไม่ใช่สาเหตุของความเสียชีวิตเสมอไป แต่สาเหตุหลักคือ การเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลายที่ได้ครอบงำอวัยวะบางส่วนบนร่างกาย ทำให้อวัยวะส่วนนั้นเสียชีวิตและไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป เมื่ออวัยวะส่วนนั้นเสียชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะด้วยกันก็จะหมดไปและจะเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะทุกส่วนเสียชีวิตตามกันไปด้วย

ฉะนั้นถ้าความรู้สามารถขจัดอุปสรรคเหล่านั้น หรือสามารถขัดขวางไม่ให้มันเกิดผลได้ จะมีสิ่งใดเป็นตัวขัดขวางไม่ให้มนุษย์มีอายุยืนยาวอีก (อัล-มะฮฺดี หน้าที่ 132-136)

เมื่อทราบแล้วว่าการมีอายุยืนของมนุษย์สามารถเป็นไปได้ตามหลักวิชาการ ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) พระผู้ทรงพลานุภาพจะทรงทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีอายุยืนถึง 1000 ปี มีความสมบูรณ์ และมีการเติบโตจะเป็นไปไม่ได้กระนั้นหรือ ขณะที่การจัดระบบชีวิตและอายุไขของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์ทรงสามารถสร้างระบบหนึ่งซ้อนอีกระบบหนึ่งได้ ซึ่งความมหัศจรรย์ต่างๆ พระองค์ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์อยู่แล้ว อย่างเช่นพระองค์ทรงทำให้ไฟนั้นเย็นลงสำหรับ ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เมื่อครั้งที่ท่านถูกจับโยนเข้าไปในไฟ   ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้ทำให้ไม้เท้ากลายเป็นงู ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ทำให้คนเสียชีวิตฟื้นคืนชีพ  ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกับธรรมชาติแต่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงใช้อำนาจของพระองค์บังเกิดระบบหนึ่งซ้อนระบบที่มีอยู่ หรือที่เรียกว่า มุอฺญะซาตนั้นเอง มุสลิมทั้งหลายมีความเชื่อต่อสิ่งนี้ บรรดายะฮูดี และนัศรอนีก็มีความเชื่อในเรื่องนี้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้การมีอายุยืนของท่านอิมามซะมาน (อ.) จึงไม่เป็นที่สงสัยใดๆทั้งสิ้น และถ้าพูดว่าสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้เท่ากับได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอัล-กุรอานที่กล่าวถึงการมีอายุยืนของท่านศาสดานูห์ (อ.) และปฏิเสธผลงานด้านวิชาการของนักทดลองที่ได้กระทำไว้ แต่ถ้าพูดว่าเป็นไปได้ที่คนๆ หนึ่งจะมีอายุยืนยาวแต่ว่าขัดกับธรรมชาติ ...ตอบว่า การมีอายุยืนของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) นั้นขัดกับระบบธรรมชาติเหมือนกับเรื่องมุอฺญะซาต (ความมหัศจรรย์) ของบรรดาศาสดาต่างๆ ที่ได้กระทำโดยอนุญาตของพระองค์ ดังนั้นผู้ที่มีความเชื่อในพลานุภาพของพะองค์ในการบังเกิดมุอฺญะซาต เขาจะต้องไม่สงสัยเรื่องการมีอายุยืนของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.)

การฆัยบัตของอิมาม (เร้นกาย)

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้แจ้งเรื่องการฆัยบัตของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) ให้ประชาชนทราบก่อนหน้านั้นแล้ว ตลอดจนบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ก็ได้เตือนสำทับพวกเขาเรื่อยมา ข่าวการฆัยบัตของท่านอิมามจึงไม่ใช่สิ่งใหม่เพราะได้ถูกกล่าวถึงตั้งแต่ท่านอิมามยังไม่ได้ประสูติ ฉะนั้นบุคคลใดที่ความเชื่อเรื่องอิมามมะฮฺดี เขาก็มีความเชื่อเรื่องการฆัยบัตที่ยาวนานของอิมามด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างบางริวายะฮฺที่ได้กล่าวถึงสิ่งนี้ไว้ว่า

1. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า กออิมเป็นบุตรของฉัน ด้วยกับสัญญาจากฉันที่ไปถึงยังเขา เขาจะเร้นกายและประชาชนส่วนมากจะพูดว่าอัลลอฮฺ ไม่ทรงต้องการอาลิมุฮัมมัดอีกแล้ว บางกลุ่มชนมีความสงสัยเกี่ยวกับการกำเนิดของเขา แต่อย่างไรก็ตามบุคคลใดได้อยู่ร่วมสมัยกับเขา เขาต้องปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างจริงจัง อย่าสองจิตสองใจ อย่าเปิดช่องทางให้กับชัยฏอน และสำคัญที่สุดเขาอย่าออกจากประชาชาติและศาสนาของฉัน (อิษบาตุลฮุดาต เล่มที่ 6 หน้าที่ 386)

2. อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า กออิมของเราจะเร้นกายเป็นเวลานาน แต่จงรู้ไว้เถิดว่าบุคคลใดก็ตามได้ยึดมั่นอยู่บนศาสนาของเขา และแม้ว่ากออิมจะเร้นกายยาวนานสักเพียงใดแต่จิตใจของเขาก็ไม่แข็งกระด้าง (หรือเปลี่ยนใจออกจากศาสนาที่เที่ยงธรรม) ในวันกิยามะฮฺเขาจะถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกันกับฉัน ( อิษบาตุลฮุดาต เล่มที่ 6 หน้าที่ 394-395)    

3.   มุฮัมมัดมุสลิมพูดว่า ฉันได้ยินจากท่านอิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า ถ้าได้ยินข่าวการเร้นกายของอิมามของท่านอย่าได้ปฏิเสธ (อิษบาตุลฮุดาต เล่มที่ 6 หน้าที่ 350)

4. ฏ็อบรีซีย์ได้บันทึกไว้ว่า ข่าวการฆัยบัตของอิมามมะฮฺดี (อ.) นักฮะดีซของชีอะฮฺได้บันทึกฮะดีซไว้ในหนังสือ อุศูล และหนังสืออื่นๆ ที่ได้เขียนในสมัยของท่านอิมามบากิรฺ และอิมามซอดิก (อ.) นักฮะดีซที่เชื่อได้อาทิเช่น ฮะซัน อิบนิมะห์บูบ ท่านได้เขียนหนังสือชื่อ มะชีเคาะฮฺ ประมาณ 100 ปีก่อนที่อิมามมะฮฺดี จะฆัยบัต ซึ่งในหนังสือดังกล่าวได้บันทึกฮะดีซเกี่ยวกับการฆัยบัตของอิมามไว้โดยละเอียด  ณ ที่นี้จะขอหยิบยกบางฮะดีซเช่น

-อบูบะซีรฺพูดว่า ฉันได้ไปหาท่านอิมามซอดิก (อ.) และพูดว่า ท่านอบูญะฮฺฟัรฺกล่าวว่า กออิมจะมีการฆัยบัตสองครั้ง ๆ หนึ่งสั้นส่วนอีกครั้งหนึ่งยาว ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า ใช่ถูกต้องแล้วอบูบะซีรฺเอ๋ย ฆัยบัตครั้งที่สองนั้นจะนานกว่าครั้งแรกมาก ( อิอ์ลามุล วะรอ หน้าที่ 416)

ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าการฆัยบัตของอิมามมะฮฺดี (อ.) นั้น ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้แจ้งล่วงหน้าให้ประชาชนทราบไว้ก่อนแล้ว การเชื่อเรื่องฆัยบัตจึงอยู่เคียงข้างกับการเชื่อว่าท่านนั้นมีตัวตน

เชคศุดูก ได้เล่าจากซัยยิดฮะมีรีว่า ฉันตีความอย่างเลยเถิดเกี่ยวกับมุฮัมมัดฮะนะฟี และฉันยังเชื่ออีกว่าเขาได้ฆัยบัตไป จนกระทั่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้เมตตาฉันและฉันได้รอดพ้นจากไฟนรกได้เพราะการช่วยเหลือของท่านอิมามซอดิก (อ.) ท่านได้ทำให้ฉันพบกับทางนำและแนวทางที่เที่ยงธรรม ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้พิสูจน์การเป็นอิมามของท่านด้วยกับหลักฐานและเหตุผล  และวันหนึ่งฉันได้ถามอิมามว่า โอ้ บุตรของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้มีริวายะฮฺจากบิดาของท่านเกี่ยวกับเรื่องการฆัยบัต โปรดอธิบายแก่เราว่าการฆัยบัตนั้นเกี่ยวข้องกับใคร ? ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า การฆัยบัตนั้นเป็นเรื่องของบุตรคนที่หกจากเชื้อสายของฉัน และเขาเป็นอิมามคนที่ 12 หลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งคนแรกคือท่านอิมามอะลี บินอบีฏอลิบ (อ.) และคนที่ 12 ก็่คือ กออิมผู้ยืนหยัดเพื่อสัจธรรม ผู้คงเหลืออยู่ของอัลลอฮฺบนหน้าแผ่นดิน และเป็นซอฮิบุซซะมาน (กะมาลุดดีน เล่มที่ 1 หน้าที่ 112)

ทำไมอิมามมะฮฺดีต้องฆัยบัต (เร้นกาย)

ได้อธิบายไปแล้วว่า อิมามหรือตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ อาทิเช่นแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อธิบายกฎเกณฑ์ต่างๆ ของอัลลอฮฺ ให้การชี้นำทั้งด้านการกระทำและจิตใจ และอื่น ๆจึงเป็นความจำเป็นสำหรับอัลลอฮฺที่ต้องแต่งตั้งท่านอิมามอะลี และอิมามอีก 11 ท่านภายหลังจากท่านศาสดา

แน่นอนหน้าที่ของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) ก็คือหน้าที่เดียวกันกับบรรดาอิมามก่อนหน้านี้ ดังนั้นถ้าไม่มีอุปสรรคปัญหาอันใดเป็นความจำเป็นสำหรับอิมามที่ต้องปรากฏตัวต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากท่าน แต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเป็นสาเหตุทำให้ท่านต้องฆัยบัต

ปกติแล้วการเชื่อเรื่องรัฐบาลของอัลลอฮฺ ถือว่าไม่จำเป็น เพื่อจะได้เป็นปรัชญาของการฆัยบัตของอิมามมะฮฺดี (อ.) เนื่องจากว่าการนำเอาสาเหตุหลักการฆัยบัตของท่านอิมามออกไปไม่ถือว่าเสียหายอะไร เพราะมีเหตุการณ์ตั้งมากมายที่เกิดขึ้น โดยที่เราไม่ทราบสาเหตุและปรัชญาของมัน แค่เชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงส่งข้อพิสูจน์ (เหตุผล) ของพระองค์ลงมาตามหลักฐานของริวายะฮฺ และอายะฮฺต่างๆที่ปรากฏชัดเจนแต่ด้วยสาเหตุจำเป็นบางประการพระองค์ได้ทำให้ข้อพิสูจน์ของพระองค์หายตัวไป

อย่างไรก็ตามมีริวายะฮฺบางส่วนได้กล่าวถึงสาเหตุที่แท้จริงของการฆัยบัตของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) ภายหลังจากที่ท่านได้ปรากฏตัวแล้วครั้งหนึ่ง

อับดุลลอฮฺ ฟัฎล์ ฮาชิม พูดว่า ฉันได้ยินจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า ไม่มีทางเลือกสำหรับอิมามมะฮฺดี ท่านต้องฆัยบัต อันเป็นสาเหตุทำให้พวกอธรรมทั้งหลายเกิดความฉงนสงสัย ฉันได้ถามว่า มีเหตุผลอันใดหรือที่อิมามมะฮฺดีต้องฆัยบัต ? ตอบว่า พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยสิ่งนั้น

ฉันถามว่า มีปรัชญาอะไรแอบแฝงอยู่หรือ ? ตอบว่า ก็เหมือนกับการฆัยบัตของบรรดาข้อพิสูจน์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ ไม่เป็นที่เปิดเผยนอกเสียจากว่าภายหลังจากท่านได้ปรากฏตัว เหมือนกับปรัชญาการกระทำของท่าน เคฎร์ (ที่ได้เจาะเรือ ฆ่าเด็ก และสร้างกำแพงขณะที่เดินทางร่วมกับท่านศาสดามูซา) ซึ่งเป็นที่กระจ่างเมื่อท่านเคฎร์ต้องการแยกทางกับท่านมูซา โอ้บุตรของ ฟัฎล์ เอ๋ยการฆัยบัตเป็นพระประสงค์ของพระองค์ เป็นหนึ่งในความลับทั้งหลายของพระองค์ และเนื่องจากเรายอมรับว่าพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณ และทรงพลานุภาพ เราจึงยอมรับว่าภารกิจทั้งหลายพระองค์ทรงกระทำด้วยกับความรอบรู้และวิทยปัญญา  แม้ว่ารายละเอียดเหล่านั้นจะไม่เป็นที่เปิดเผยสำหรับเราก็ตาม ( อิษบาตุลฮุดาต เล่มที่ 6 หน้าที่ 438)

ประโยชน์ของการฆัยบัต  

1. เพื่อทดสอบประชาชาติ

หนึ่งในประโยชน์ของการฆัยบัตคือการทดสอบประชาชาติ ด้านหนึ่งบุคคลที่ไม่มีความศรัทธา จิตใจด้านในและการกระทำของเขาจะเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่มีความศรัทธาเชื่อมั่นอันเป็นรากเหง้าที่หยั่งลึกอยู่ในใจ ด้วยกับการรอคอยการปรากฏตัว ความอยากลำบากจะทำให้อีมานที่มีต่อการฆัยบัตนั้นมั่นคงแข็งแรง และทำให้รู้ถึงคุณค่าของพวกเขาอีก

ท่านอิมามมูซา บิน ญะอฺฟัรฺ (อ.) กล่าวว่า เมื่อบุตรคนที่ห้าของฉันได้ฆัยบัต พวกเจ้าจงระมัดระวังศาสนาของเจ้าให้ดี อย่าให้คนอื่นพาเจ้าออกจากศาสนา อิมามของเจ้าจะฆัยบัต ซึ่งจะมีกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ที่เชื่อเขา ได้ออกนอกความเชื่อของตน การฆัยบัตเป็นการทดสอบที่อัลลอฮฺใช้ทดสอบปวงบ่าวของพระองค์” ( บิฮารุลอันวารฺ เล่มที่ 52 หน้าที่ 113)

2. การปกป้องอิมามให้รอดพ้นจากการถูกสังหาร

จากการศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺนั้นมีสถานภาพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรดาผู้ปกครองของอะมะวี และอับบาซี ถ้าอิมามมะฮฺดี (อ.) อยู่ท่ามกลางพวกเขาเหมือนคนทั่วไปแน่นอนท่านจะถูกฆ่าเยี่ยงบรรดาบรรพชนของท่าน หรือไม่ก็ถูกลอบวางยาพิษ เนื่องจากว่าพวกเขาได้ยินว่าครอบครัวของท่านศาสดา โดยเฉพาะบุตรที่เกิดจากอะลีกับฟาฎิมะฮฺ (อ.) พวกเขาจะได้เป็นอิมามผู้นำและเป็นผู้ทำลายล้างผู้ปกครองที่กดขี่ ในเวลานั้นยังคงเหลืออิมามฮะซันอัสการีย์ (อ.) และบุตรของท่าน ด้วยเหตุนี้พวกอับบาซี จึงได้เตรียมพร้อมที่จะสังหารท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) แต่ด้วยกับพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) พระองค์ทรงปกป้องรักษาอิมาม (อ.) จากน้ำมือของเหล่าศัตรู และทรงทำให้พวกเขาสิ้นหวัง

ท่านซุรอเราะฮฺ ได้เล่าจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า สำหรับกออิมนั้นมีการฆัยบัตรอคอยอยู่ข้างหน้า ฉันได้ถามอิมามว่า ทำไม ? ตอบว่า เพื่อปกป้องให้ท่านรอดพ้นจากการถูกสังหารและดำรงอยู่ในความปลอดภัย ซึ่งการฆัยบัตนี้จะยาวนานจนกว่าการปรากฏตัวและการปกครองของท่านจะมีเหนือการปกครองที่กดขี่ทั้งหลาย (มุนตะเคาะบุลอะษัรฺ หน้าที่ 269)

3. ไม่มีใครบัยอัตกับท่าน

ประโยชน์ที่สามสามารถพิจารณาได้จากริวายะฮฺกล่าวคือ ท่านอิมามปฎิเสธการบัยอัตกับผู้ปกครองที่กดขี่และ พวกที่ปล้นอำนาจการปกครองของอิมาม เมื่อถึงเวลาปรากฏกายจะไม่มีใครติดการบัยอัตกับอิมาม ดังนั้นท่านจะสามารถอธิบายสัจธรรมได้อย่างไร้อุปสรรค

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า เมื่อกออิมได้ปรากฏกายไม่มีใครมีบัยอัตกับท่าน ( อิษบาตุลฮุดาต เล่มที่ 6 หน้าที่ 436)

ประโยชน์ของการมีอิมามฆัยบัต

ได้กล่าวมาแล้วว่าอิมามมะฮฺดี (อ.) ได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) เพื่อทำการชี้นำประชาชาติ แต่ประชาชนนั้นเองที่เป็นอุปสรรคต่อการปรากฏกายของท่านอิมาม ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนพร้อมที่จะรับการปกครองของพระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมที่แท้จริง พิทักษ์สิทธิของผู้อื่น และดำเนินการปกครองไปตามกฎเกณฑ์ของอิสลาม) เมื่อนั้นท่านอิมาม (อ.) จะปรากฏกายทันที ในอีกมุมหนึ่งไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงบั่นทอนความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อประชาชาติให้ลดน้อยลง แต่เป็นความผิดของประชาชนที่เป็นเหตุทำให้อิมามต้องฆัยบัตและล่าช้าในการปรากฏกาย อย่างไรก็ตามแม้ว่าอิมามจะไม่ได้ให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนเนื่องจากอยู่ในช่วงของการฆัยบัต แต่ถ้าพิจารณาทางด้านตักวีนี และตัชรีอีแล้วจะเห็นว่าการมีอยู่ของอิมามได้ให้ประโยชน์อย่างอื่น

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการมีอิมามคือ เป็นสื่อแห่งความโปรดปราน ด้วยกับเหตุผลที่นักวิชาการได้นำมาเสนอ และฮะดีซจำนวนมากมายที่ได้กล่าวถึงอิมามมะฮฺเอาไว้ว่า ถ้าไม่มีอิมามความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับพระผู้เป็นเจ้าจะขาดลงทันที เนื่องจากว่าความโปรดปรานทั้งหลายของพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ที่ทรงประทานแก่ชาวโลก ตลอดจนสรรพสัตว์และสิ่งอื่นๆ ด้วยกับสื่อของท่านอิมาม (อ.) ดังฮะดีซที่กล่าวว่า

 ถ้าแผ่นดินดำรงอยู่โดยปราศจากอิมามจะพบกับความวิบัติ ( อุศูลกาฟีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 178 )

อิมามคือหัวใจของโลกและสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นผู้ชี้นำและผู้ให้การอบรมสั่งสอนแก่ประชาโลก ดังนั้นไม่ว่าท่านจะปรากฏกายหรือไม่ก็ตามไม่มีความแตกต่าง การชี้นำจิตวิญญาณแก่ปวงบ่าวที่ดีงามยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อิมามยังให้การดูแลรักษาศาสนาของอัลลอฮฺ และปกป้องบ่าวที่ดีของพระองค์ตลอดเวลา ซึ่งตามความเป็นจริงการฆัยบัตของอิมาม (อ.) เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ทอแสงอยู่หลังก้อนเมฆ ซึ่งมนุษย์ยังคงได้รับประโยชน์จากแสงสว่างและความร้อน แม้ว่าคนโง่และคนตาบอดจะมองไม่เห็นแสงนั้นก็ตาม

ท่านอิมามซอดิก (อ.)  ได้ตอบคำถามที่ว่า มนุษย์ได้รับประโยชน์จากการฆัยบัตของอิมามได้อย่างไร

ตอบว่า เช่นเดียวกันกับการใช้ประโยชน์จากดวงอาทิตย์ที่อยู่หลังก้อนเมฆ (มุนตะเคาะบุลอะษัรฺ หน้าที่ 270-272)

นักบูรพาคดีคนหนึ่งได้พูดว่า ในความเชื่อของฉัน ฉันเชื่อว่าเฉพาะนิกายชีอะฮฺเท่านั้นที่รักษาความสัมพันธ์แห่งการชี้นำของพระผู้เป็นเจ้ากับปวงบ่าวไว้อย่างดีและต่อเนื่อง สามารถทำให้วิลายะฮฺมีชีวิตตลอดเวลาและเก็บรักษาไว้อย่างถูกที่ ยะฮูดีนั้นถือว่าศาสดาคือสื่อระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับโลกและมนุษย์ และจบลงที่ท่านศาสดา มูซา โดยไม่ได้สืบทอดไปยังท่านศาสดาอีซา และท่านศาสดามุฮัมมัด พวกนะซอรอได้ยุติความเชื่อของตนไว้ที่ท่านศาสดาอีซา  ส่วนอะฮฺลิซซุนนะฮฺได้หยุดความเชื่อแค่ท่านศาสดามุฮัมมัด ซึ่งหลังจากนั้นไม่มีสื่อในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพระผู้สร้างกับสิ่งถูกสร้างอีกต่อไป

เฉพาะนิกายชีอะฮฺเท่านั้นที่เชื่อว่า นุบูวัตจบลงแค่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) แต่วิลายะฮฺ .ซึ่งอยู่ในฐานะสื่อแห่งการชี้นำหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างมีชีวิต

แน่นอนเฉพาะนิกายชีอะฮฺเท่านั้นที่รักษาความจริงดังกล่าวระหว่างโลก กับมนุษย์และพระผู้เป็นเจ้าไว้อย่างดีเยี่ยม

คำเตือนที่จำเป็น

ความศรัทธาที่มีต่ออิมามมะฮฺดี (อ.) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติกับสิ่งที่เร้นลับ และผู้ใดมีความเชื่อเช่นนี้เขาต้องรำลึกถึงท่านอิมามตลอดเวลา และรอคอยการปรากฏกายของท่านในฐานะของผู้ปรับปรุงแก้ไข

แน่นอนความหมายของการรอคอยอิมามซะมาน (อ.) หมายถึงการที่มุสลิมทั้งชีอะฮฺ และซุนนะฮฺมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด มีหน้าที่ช่วยกันเผยแพร่ความรู้และอะฮฺกามของอิสลามในทุกๆ เงื่อนไข ต้องป้องกันและต่อสู้กับความผิดบาป การกดขี่เอารัดเอาเปรียบ และอบายมุขทั้งหลาย หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องช่วยกันจัดการเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับการจัดตั้งรัฐอิสลามสากลที่ดำรงอยู่บนความยุติธรรม หมายถึงให้การอบรมแก่ประชาโลกจนทั้งหมดเป็นผู้เรียกหาความยุติธรรม และเป็นปรปักษ์กับความอยุติธรรมในทุกรูปแบบ เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องเสียสละบนหนทางของความศรัทธา และอิสลามและต้องเตรียมพร้อมตนเองเพื่อการรอคอยอิมามมะฮฺดี (อ.) หมายถึงจัดการกับวิถีชีวิตของตนเองไม่ให้ขัดแย้งกับแนวทางของอิมาม (อ.) เมื่อเวลาที่ท่านปรากฏกาย และเป็นผู้หนึ่งที่เชื่อฟังปฏิบัติตามอิมาม ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการเผยแพร่และต่อสู้กับผู้ที่เป็นศัตรูกับอิมาม (อ.)

 

 

 

 
Login Form